ชื่อเรื่องThe Silent Sea
เรตติ้ง7.0
นักแสดงGong Yoo,Bae Doona
จำนวนตอน8 ตอน

รีวิวซีรีส์ The Silent Sea NETFLIX

รีวิวซีรีส์ The Silent Sea NETFLIX การก้าวกระโดดอีกครั้งในวงการอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีที่จะพาคุณไปท่องจักรวาล อุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้นั้นพัฒนาก้าวหน้าก้าวกระโดดมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 ปีแล้วหลังจากที่ซีรีส์เรื่อง Kingdom ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อย่างที่เราทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้เรื่องราวแนวภัยพิบัติเหนือธรรมชาติอย่างเช่นซอมบี้หรือการบุกตะลุยอวกาศแบบวิทยาศาสตร์ไซไฟมักจะมาจากทางโลกตะวันตกอย่างเช่น Hollywood หรือทางฝั่งอังกฤษมากกว่า แต่ซีรีส์เรื่อง Kingdom ได้พิสูจน์แล้วว่าอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้นั้นมีความสามารถมากพอที่จะสร้างซีรีส์ฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับซอมบี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมแถมยังผสมผสานความเป็นเกาหลีเข้ามาได้อย่างลงตัวอีกต่างหาก หลังจากนั้นเราก็ได้เห็นสื่อบันเทิงฟอร์มยักษ์ในเกาหลีใต้เกิดขึ้นมามากมายหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยก็คือการพาเราไปท่องจักรวาล 

ในวันนี้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วและออกมาเป็นซีรีส์ที่มีชื่อว่า The Silent Sea โดยซีรีส์เรื่องนี้เป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอีกครั้งในวงการอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้เนื่องจากจะเป็นการเล่าเรื่องราวแนววิทยาศาสตร์ไซไฟในอนาคตที่จะพาเราขึ้นไปข้างบนอวกาศอันแสนไกล โดยซีรีส์เรื่องนี้เป็น Original Netflix ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 8 ตอน นำแสดงโดยนักแสดงหนุ่มชื่อดังที่เคยฝากผลงานวิ่งหนีซอมบี้ใน Train To Busan อย่างกงยู พร้อมทั้งนางเอกมากฝีมืออย่างแบดูนา 

นี่เป็นครั้งแรกที่วงการบันเทิงของเกาหลีจะมีการเล่าเรื่องราวแนววิทยาศาสตร์อวกาศทำให้มันสามารถสร้างเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งโลกได้อย่างไม่ยากเย็น ไม่เพียงแต่เรื่องทุนสร้างเท่านั้นแต่รวมไปถึงการเล่าเรื่องราวที่ไม่ได้ดำเนินไปแบบสูตรสำเร็จเดิมที่เล่าถึงความรักหรือความราม่าอีกแล้ว การที่อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ได้พัฒนามากขณะนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ Netflix ให้โอกาสในการสร้างเรื่องราวที่ไม่ได้เป็นเรื่องราวแนวยอดนิยมของเกาหลีใต้แต่มันกลับสามารถออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างเช่น Squid Game ซีรีส์ที่ถูกปฏิเสธบทมาตลอดระยะเวลา 10 ปีเนื่องจากนายทุนมองว่าเรื่องราวเต็มไปด้วยความรุนแรงและไม่ใช่แนวตลาด คาดว่าหลังจากซีรีส์เรื่องนี้เราน่าจะได้เห็นซีรีส์แนวแปลกใหม่ของเกาหลีใต้ออกมาให้ได้รับชมอีกไม่น้อยเลยทีเดียว 

เรื่องราวในซีรีส์เรื่อง The Silent Sea

The Silent Sea เป็นซีรีส์ที่จะเล่าถึงเรื่องราวในอนาคต โลกของเรานั้นกลายเป็นดาวที่ขาดน้ำเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรุนแรงซึ่งมันก็ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ต้นไม้ หรือแม้แต่สัตว์ก็ตาม ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องพยายามหาวิธีการแก้ไขวิกฤติดังกล่าวทำให้เริ่มมีการขึ้นไปสำรวจดวงดาวในอวกาศกันมากยิ่งขึ้นเพื่อค้นหาแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่หรือสิ่งที่จะทำให้เรานั้นมีทรัพยากรน้ำกลับมาใช้เหมือนเดิม 

นักชีววิทยาสาวอย่างจีอาได้รับการติดต่อจากทางรัฐบาลให้มาเข้าร่วมทีมของสถานีวิจัยอวกาศบนดวงจันทร์ แต่เรื่องราวไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะสถานีอวกาศดังกล่าวมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจนทำให้คนที่อยู่ในสถานีทั้งหมดเสียชีวิตลง หลังจากนั้นมันก็ถูกปิดร้านมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 5 ปี โดยภารกิจครั้งนี้มีทหารอวกาศที่มีชื่อว่ายุนแจเป็นหัวหน้าในการปฏิบัติการ 

พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาเนื่องจากภารกิจในครั้งนี้ไม่ได้มีข้อมูลเชิงลึกให้ทุกคนได้รู้เลยแม้แต่น้อย มันเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่แต่ดูเหมือนว่าจะมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ มีเพียงแค่คำสั่งที่พวกเขานั้นจะต้องนำเอาตัวอย่างทดลองที่เหลืออยู่ในสถานีอวกาศกลับมายังโลกให้ได้ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่หลังจากที่ทุกคนเดินทางมาถึงสถานีอวกาศแล้วพวกเขาก็พบกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในสถานีอวกาศแห่งนี้และมันก็ทำให้ลูกเรือนั้นเริ่มตายแบบเป็นปริศนา สิ่งที่พวกเขากำลังพบเจออยู่นั้นคืออะไรกันแน่ต้องไปติดตามชมกันต่อในซีรีส์ 

ความรู้สึกหลังรับชมซีรีส์เรื่อง The Silent Sea

The Silent Sea เป็นซีรีส์ที่เต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อนและปริศนามากมายตั้งแต่การทำภารกิจบนดวงจันทร์ที่จะต้องเก็บตัวอย่างในสถานีอวกาศร้างโดยที่ไม่มีใครภายในทีมรู้ข้อมูลอะไรเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นแน่นอนว่าซีรีส์เรื่องนี้จึงเป็นซีรีส์ที่ควรรับชมก่อนอ่านสปอยหรืออ่านรีวิว หากคุณยังไม่เคยรับชมมาก่อนแล้วขอแนะนำให้ไปชมก่อนแล้วค่อยมาอ่านรีวิวข้างล่างนี้จะปลอดภัยมากที่สุด

เรื่องราวนั้นจะเล่าถึงการเดินทางไปยังอวกาศและติดอยู่ในพื้นที่จำกัดแล้วเรื่องราวก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความน่ากลัวมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อพวกเขาต้องเจอกับความสยองขวัญสุดแสนลึกลับ เรื่องราวนั้นจะเปิดมาที่สถานีอวกาศโดยไม่ได้ปูเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกให้เรารู้ถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำกำลังจะหมดไปจากโลกแต่อย่างใด รู้เพียงค่าว่าในปัจจุบันโลกได้จัดการเกี่ยวกับปัญหานี้อย่างไรบ้าง ข้อมูลที่ให้มาน้อยนิดนั้นทำให้ผู้รับชมอย่างเรารู้สึกอยากรู้อยากเห็นและอยากจะติดตามเรื่องราวต่อไปเรื่อยๆ ได้ไม่ยาก 

จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้ก็คือมันเป็นซีรีส์แนวอวกาศเรื่องแรกของเกาหลีใต้แถมยังสามารถทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ดำเนินเรื่องได้อย่างรวดเร็วกระชับฉับไว สามารถสร้างความระทึกขวัญได้แบบต่อเนื่องจนทำให้เรานั่งไม่ติดเก้าอี้ งานสร้างนั้นมีคุณภาพสูงเกือบจะเทียบเท่างานฟอร์มยักษ์ของฝั่ง Hollywood ได้นักแสดงนำมากฝีมือและมีชื่อเสียงโด่งดังมารับบทนำมากมาย แต่จุดด้อยก็มีเช่นเดียวกันโดยเฉพาะเรื่องความสมเหตุสมผลที่หลายฉากไม่ได้มีคำตอบให้กับเราแต่อย่างใด วิธีการนำเอาประเด็นเรื่องแบ่งชนชั้นมาพูดถึงแต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอ และสิ่งที่น่าเสียดายมากที่สุดเป็นความผิดพลาดจากทาง Netflix ที่มีการแปลภาษาผิดในบางจุดจนทำให้ความหมายเปลี่ยนไปเป็นคนละแบบ

ตัวอย่างซีรีส์ The Silent Sea

รีวิว ซีรีส์ The Silent Sea บางส่วนจาก beartai

เกาหลีกำลังพยายามขึ้นเป็นแนวหน้าในวงการซอฟต์พาวเวอร์โลก ในระดับเวทีรางวัลพวกเขาไปไกลถึงออสการ์สำเร็จมาแล้ว ในด้านความนิยมหนังหรือซีรีส์เกาหลีแนวซอมบี้และดราม่ากลายเป็นปรากฏการณ์ที่ฝรั่งเองยังต้องมาดู และหมุดหมายสำคัญของมหาอำนาจภาพยนตร์โลกนั้นเช่นเดียวกับยุคสงครามเย็น มันคือการปักธงในหนังแนวไซไฟที่อาจว่าเป็นขั้นสุดของมวลรวมองค์ความรู้และศักยภาพด้านโปรดักชันของประเทศนั้น ๆ ที่ต้องถึงมาตรฐาน และหลังจากความสำเร็จของในแง่โปรดักชันที่ทัดเทียมกับฮอลลีวูดได้ใน ‘Space Sweepers’ (2021) ของซงจุงกิเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้โครงการหนัง ‘The Silent Sea’ ของเน็ตฟลิกซ์เกาหลีที่ได้ดาราระดับแม่เหล็กโลกทั้ง กงยู (Gong Yoo) และแบดูนา (Bae Doona) มาร่วมแสดง คือหลักไมล์ที่ต้องจับตามองว่าถึงเวลาเอาจริงของพวกเขาแล้วหรือยัง

อาจด้วยความคาดหวังที่สูง และศักยภาพที่เป็นไปได้ของวัตถุดิบที่รวบรวมมาทั้งนักแสดงและตัวอย่างงานสร้างที่ดูน่าสนใจ และได้บทหนังจากนักเขียนบทมือรางวัลอย่าง พาร์กอึนเคียว (Park Eun-kyo) ที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับ บงจุนโฮ (Bong Joon Ho) ใน ‘Mother’ (2009) และมีโอกาสเขียนหนังบล็อกบัสเตอร์เกาหลีอย่าง ‘The Great Battle’ (2018) มาแล้ว

แต่แม้จะเป็นผลงานการกำกับครั้งแรกของ ชอยฮานยอง (Choi Hang-Yong) ที่ไม่มีข้อมูลผลงานก่อนหน้าของเขามากนัก แต่การที่เขาผลักดันผลงานหนังสั้นเรื่อง ‘The Sea of Tranquility’ (2014) ของเขาเองมาเป็นซีรีส์ยาวที่น่าจับตามองได้ ต้องชื่นชมในพลังความมุ่งมั่นของเขาไม่น้อยเช่นกัน และผู้สร้างที่มีความหลงใหลนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญในการที่หนังสักเรื่องจะประสบความสำเร็จได้

ทว่าที่ว่ามามันอาจไม่มากพอสำหรับมาตรฐานความคาดหวังที่เราจะมีต่อซีรีส์นี้ คุณมีดาราคุณภาพระดับ กงยู และแบดูนา อยู่ในเรื่อง เราย่อมคาดหวังความลึกของตัวละครที่พวกเขาจะได้ถ่ายทอด คุณมีไอเดียไซไฟที่น่าสนใจและบ่มเพาะมาตั้งแต่ปี 2014 และอาจก่อนหน้านั้นแต่ช่วง 7 ปีที่พัฒนามา มันกลับยังเต็มไปด้วยรูรั่วในพล็อตอย่างไม่น่าอภัยเพราะตกม้าตายในเรื่องพื้นฐานของหนังไซไฟคือวิธีทางวิทยาศาสตร์ คุณมีมือเขียนรางวัลที่ผ่านงานดราม่าในเวทีนานาชาติมาและเกาหลีก็แข็งแกร่งในเรื่องของการสร้างฉากอารมณ์ แต่เรากลับเห็นเพียงฉากที่รู้สึกรียูสไอเดียเก่า ๆ จากหนังเรื่องต่าง ๆ (อย่างเช่น ‘Train to Busan’ (2016)) ที่ทำเอาเราเบ้ปากว่าจะเอาฉากนี้อีกแล้วเหรอ หรือที่คิดมาใหม่ก็ยังไม่น่าสนใจพอ

หนังเล่าเรื่องของโลกในอนาคตที่น้ำเหือดแห้งไปจนกลายเป็นของมีค่าที่แบ่งแยกสถานะผู้คนได้จากสิทธิ์การได้รับน้ำ เกาหลีต้องการปลุกโครงการวิจัยบนดวงจันทร์ที่เคยล้มเหลวจนต้องปิดสถานีวิจัยทิ้งเมื่อ 5 ปีก่อน โดยส่งลูกเรือและนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่เคยศึกษาเรื่องชีววิทยาไปกับทีม โดยมีอดีตผู้รอดชีวิตจากสถานีวิจัยเมื่อ 5 ปีก่อนไปด้วยอีกคน ซึ่งดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ได้พูดทุกอย่างที่พวกเขาควรรู้ก่อนส่งขึ้นไป

และตามธรรมดาของหนังแนวไซไฟธริลเลอร์ที่อาศัยปริศนาของภารกิจและภูมิหลังความลับของตัวละครที่จะค่อย ๆ เปิดเผย เราจะเห็นอุปสรรคจากความบังเอิญและจากการกระทำของตัวละครเข้ามารุมเร้ากลุ่มตัวละครตั้งแต่เริ่มเรื่อง และต้องจำเพาะเสมอว่าคนที่มีประโยชน์กับภารกิจมากที่สุดจำเป็นต้องตายเป็นคนแรก ๆ ซึ่งว่ากันถึงจุดนี้หนังยังประคองทิศทางที่ตัวเองต้องการไปได้ แต่การค่อย ๆ เผยดราม่าตัวละครทีละนิดแต่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งขนาดผู้ชมจะเดาไม่ได้หรือเซอร์ไพรส์ก็กลายเป็นการทอนอารมณ์ร่วมให้ไม่ต่อเนื่อง เพราะมันต้องคอยตัดไปเล่าฉากอดีตเป็นระยะโดยข้อมูลใหม่นั้นไม่ได้น่าตื่นเต้นเพียงพอ และเมื่อหนังจำกัดพื้นที่หลบมุมอยู่แค่ในสถานีวิจัยมันก็ต้องการสิ่งเร้าใด ๆ จากอย่างอื่นที่มากกว่านี้มาตรึงความสนใจผู้ชมซึ่งหนังก็พยายามแล้วแต่อาจยังไม่ดีพอ

และในแง่โปรดักชันก็เริ่มมีความแปร่ง ๆ ให้เห็นบ้างจากฉากซีจีโลกอันแร้นแค้นเห็นถนน อาคาร และฐานยิงจรวด แต่คุณภาพนั้นแค่ดีกว่าคลิปโมเดลสามมิติจำลองโฆษณาขายพวกคอนโดขึ้นมานิดหนึ่งเท่านั้น ทั้งรายละเอียดและการเคลื่อนกล้องที่ธรรมดามาก ที่สำคัญคือมันติดความหลอกตาอยู่ ถ้าเทียบกับ ‘Space Sweepers’ มันหนักหนากว่าตรงโทนเรื่องนั้นมันแฟนตาซีแต่เรื่องนี้มาแนวซีเรียสจริงจังที่ควรเน้นอะไรพวกนี้ให้ดูจริงกว่านี้

beartai

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *